<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[Anti-Fake News]]></title>
<link>https://nbtphitsanulok.prd.go.th/th/content/category/index/id/36</link>
<atom:link href="https://nbtphitsanulok.prd.go.th/th/content/category/index/id/36" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[ข่าวปลอม อย่าแชร์! หมู-ไก่ เป็นโรคเอดส์]]></title>
<link>https://nbtphitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/334</link>
<guid isPermaLink="false">a499ff866f4655067d2a9a0a6f70276a</guid>
<pubDate>Mon, 17 Aug 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ตามที่ได้มีข่าวปรากฎในสื่อออนไลน์ต่างๆ ในประเด็นเรื่อง หมู-ไก่ เป็นโรคเอดส์ ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ</p>

<p>จากกรณีที่มีการแชร์ข้อมูลอีกครั้งว่า หมูไก่ติดเชื้อตัวใหม่ เป็นเอดส์ ห้ามกิน 6 เดือน ทางกรมกรมปศุสัตว์ได้ชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวว่า ไม่เป็นความจริง กรมปศุสัตว์มีมาตรการเฝ้าระวังโรคติดต่อในสัตว์ ทั้งหมู และสัตว์ปีกอย่างเข้มงวด ต่อเนื่องมาโดยตลอด จากการส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่ที่มีการอ้างถึง ยังไม่เคยพบกรณีหมู-ไก่เป็นโรคเอดส์ รวมถึงในทุกพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นข้อความเท็จที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2551 และถูกนำมาแชร์ทุกปี โดยการโพสต์และแชร์ข่าวปลอมที่สร้างความหวั่นวิตกประชาชนนั้น มีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มีโทษหนักทั้งจำและปรับ &shy;(ข้อมูล ณ. วันที่ 15 ส.ค. 63)</p>

<p>ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจาก กรมปศุสัตว์ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.dld.go.th หรือโทร. 02 6534444</p>

<p>บทสรุปของเรื่องนี้คือ : ยังไม่พบกรณีหมู-ไก่เป็นโรคเอดส์ ในพื้นที่ที่มีการอ้างถึง และในทุกพื้นที่ของประเทศไทย</p>

<p>หน่วยงานที่ตรวจสอบ : กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nbtphitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/202008173646704d9bcd1abbd86f3e2641a95eea123812.jpg' type='image/jpg' length='604125' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ข่าวปลอม อย่าแชร์! น้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว ล้างพิษตับ กำจัดนิ่วในถุงน้ำดี]]></title>
<link>https://nbtphitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/335</link>
<guid isPermaLink="false">293e5db843c1ceb39f15e0977eebdda7</guid>
<pubDate>Mon, 17 Aug 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ตามที่ได้มีข้อความชวนเชื่อเรื่อง น้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว ล้างพิษตับ กำจัดนิ่วในถุงน้ำดี ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ</p>

<p>กรณีวีดีโอแนะนำวิธีล้างพิษตับ ล้างนิ่วในถุงน้ำดีด้วยการดื่มน้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า น้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาวไม่สามารถใช้ล้างพิษในตับ หรือกำจัดนิ่วในถุงน้ำดีได้ เนื่องจากนิ่วในถุงน้ำดี เกิดจากภาวะไม่สมดุลของสารประกอบในน้ำดี บางรายไม่มีอาการ บางรายมีอาการ ท้องอืด อาหารไม่ย่อย บางครั้งมีอาการปวดแบบปวดดิ้น หรือถ้านิ่วตกลงไปอุดท่อน้ำดีใหญ่ จะทำให้มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง โดยตับเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่กำจัดสารพิษออกจากร่างกาย สร้างน้ำดีช่วยย่อยไขมันในลำไส้ สร้างภูมิคุ้มกันเพื่อช่วยกำจัดเชื้อโรคต่าง ๆ ออกจากร่างกาย และสร้างโปรตีนให้หลอดเลือดแข็งตัว ซึ่งจะเห็นได้ว่า หน้าที่ของตับไม่ได้เกี่ยวกับการกำจัดนิ่วเลย ดังนั้นหากเป็นนิ่วควรเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง ไม่เช่นนั้นอาจทำให้ถุงน้ำดีอักเสบจนอาจกระตุ้นการเกิดมะเร็งถุงน้ำดีได้</p>

<p>ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th หรือโทร. 1556</p>

<p>บทสรุปของเรื่องนี้คือ : น้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาวไม่สามารถใช้ล้างพิษในตับ หรือกำจัดนิ่วในถุงน้ำดีได้ และตับไม่ได้เกี่ยวกับการกำจัดนิ่ว<br />
หน่วยงานที่ตรวจสอบ : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nbtphitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/2020081737f477bbf2cc99cac7caf887387de9c3124001.jpg' type='image/jpg' length='370246' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ข่าวปลอม อย่าแชร์! นามบัตรเคลือบยา สามารถทำให้สลบได้ในทันทีหากสัมผัส]]></title>
<link>https://nbtphitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/336</link>
<guid isPermaLink="false">379775a566a85c01df759d041b61884b</guid>
<pubDate>Mon, 17 Aug 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ตามที่ได้มีข้อความเตือนภัยเรื่องนามบัตรเคลือบยา สามารถทำให้สลบได้ในทันทีหากสัมผัส ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ</p>

<p>กรณีข้อความชวนเชื่อเรื่องภัยจากนามบัตร โดยระบุว่ามิจฉาชีพจะทำการเคลือบ ยา Burundanga ที่นามบัตร เพื่อให้ผู้ที่สัมผัสได้กลิ่นจะควบคุมตนเองไม่ได้ และหมดสติทันที ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า ไม่เป็นความจริง เพราะการใช้ยาสลบเคลือบนามบัตรจริง เหยื่อจะต้องสัมผัสหรือสูดดมยาสลบเป็นเวลานานพอสมควร ยาจึงจะเริ่มออกฤทธิ์ ซึ่งระยะเวลาที่เหยื่อสัมผัสกับนามบัตรนั้นสั้นเกินกว่าที่จะทำให้เกิดการออกฤทธิ์ได้</p>

<p>ซึ่งยา Burundanga มีชื่อสามัญว่า Scopolamine หรือ Hyoscine มีข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ในลักษณะต่าง ๆ กันตามรูปแบบของยา เช่น ใช้ในรูปแบบยาฉีดใช้การผ่าตัด เพื่อลดการหลั่งน้ำลายและสารหลั่งจากทางเดินหายใจ ใช้ในรูปแบบยากิน เพื่อรักษาโรคลำไส้แปรปรวน และใช้ป้องกันอาการเมารถเมาเรือ ใช้ในรูปแบบแผ่นแปะใช้เพื่อป้องกันอาการเมารถเมาเรือเช่นกัน และสารนี้เป็นสารที่ไม่มีกลิ่น</p>

<p>ทั้งนี้ ปัจจุบันมีมิจฉาชีพบางกลุ่มที่นำยานอนหลับมาผสมในอาหารหรือเครื่องดื่มให้เหยื่อกิน เพื่อปลดทรัพย์หรือทำร้ายร่างกาย จึงไม่ควรรับอาหารหรือเครื่องดื่มจากคนแปลกหน้า โดยเฉพาะในสถานบันเทิงหรือที่เที่ยวกลางคืน และควรเลือกซื้อเครื่องดื่มที่ยังอยู่ในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท ยังไม่เคยถูกเปิด เพื่อป้องกันการลักลอบใส่สารต่างๆหรือยานอนหลับลงไป</p>

<p>ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ http://www.fda.moph.go.th/ หรือโทร. 1556</p>

<p>บทสรุปของเรื่องนี้คือ : &nbsp;ไม่จริง เพราะการใช้ยาสลบเคลือบนามบัตรจริง เหยื่อจะต้องสัมผัสหรือสูดดมยาสลบเป็นเวลานานพอสมควร ยาจึงจะเริ่มออกฤทธิ์ ซึ่งระยะเวลาที่เหยื่อสัมผัสกับนามบัตรนั้นสั้นเกินกว่าที่จะทำให้เกิดการออกฤทธิ์ได้ และยา Burundanga ก็เป็นสารที่ไม่มีกลิ่น</p>

<p>หน่วยงานที่ตรวจสอบ : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nbtphitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/20200817a0c6e5bd64896b3e781b12a8f5964c2b124124.jpg' type='image/jpg' length='266432' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ข่าวบิดเบือน เด็กติดเกม เสี่ยงเป็นโรคลมชัก]]></title>
<link>https://nbtphitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/337</link>
<guid isPermaLink="false">b7bc82689c452bc4ff08d7eeb14dd470</guid>
<pubDate>Mon, 17 Aug 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ตามที่มีการแชร์ข้อความประเด็นเรื่อง เด็กติดเกม เสี่ยงเป็นโรคลมชัก ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลบิดเบือน</p>

<p>กรณีเตือนภัยด้วยการวิจัยว่าเด็กที่ติดเกม จะมีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคลมชัก ทางสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่า การเล่มเกม ไม่พบว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคลมชัก แต่การเล่มเกมบางประเภท เช่นเล่นเกมที่มีแสงจ้า หรือแสดงกระพริบติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจจะกระตุ้นให้ผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคลมชัก มีอาการชักได้ (Photosensitive seizure) บางคนอาจจะเล่นนานต่อเนื่องจนทำให้เกิดการอดนอน ซึ่งก็กระตุ้นอาการชักได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ ผลกระทบโดยตรงจากการเล่นเกมที่ไม่เหมาะสมในเด็ก คือทำให้เด็กมีปัญหาเรื่องอารมณ์และเสพติดพฤติกรรมบางอย่างจากจากเกมได้ ยังอาจจะทำให้สมาธิสั้น หรือลดเวลาเสริมสร้างพัฒนาการจากกิจกรรมอื่น ๆ ที่จะเป็นประโยชน์มากกว่า ดังนั้นผู้ปกครองจึงควรดูแลใกล้ชิด ให้เด็กในความดูแลใช้เวลาในการเล่นเกมให้เหมาะสม และไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมงในแต่ละรอบ</p>

<p>ดังนั้นข้อมูลที่มีการโพสต์ และแชร์ต่อในขณะนี้ จึงเป็นข้อมูลบิดเบือน ขอความร่วมมือประชาชน ไม่แชร์ ไม่ส่งต่อข่าวดังกล่าว เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.pni.go.th หรือโทร. 02 3069899</p>

<p>บทสรุปของเรื่องนี้คือ : การเล่มเกม ไม่พบว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคลมชัก แต่การเล่มเกมบางประเภท เช่นเล่นเกมที่มีแสงจ้า หรือแสดงกระพริบติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจจะกระตุ้นให้ผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคลมชัก มีอาการชักได้</p>

<p>หน่วยงานที่ตรวจสอบ : สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nbtphitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/20200817690bfd361293af729775d204152ef053124157.jpg' type='image/jpg' length='349043' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ข่าวปลอม อย่าแชร์! ดื่มกาแฟดำผสมมะนาว เเก้ปวดไมเกรน]]></title>
<link>https://nbtphitsanulok.prd.go.th/th/content/category/detail/id/36/iid/338</link>
<guid isPermaLink="false">4c7b8aa8133d5e0593d272bd0ff1cfe9</guid>
<pubDate>Mon, 17 Aug 2020 00:00:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>ตามที่มีข้อความแนะนำ เกี่ยวกับประเด็นเรื่อง ดื่มกาแฟดำผสมมะนาว เเก้ปวดไมเกรน ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับทาง สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จ</p>

<p>จากกรณีที่มีข้อความชวนเชื่อแนะนำว่าการดื่มกาแฟดำผสมมะนาว ช่วยแก้อาการปวดหัวไมเกรนได้ ทางสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ชี้แจงว่าการกินกาแฟดำผสมมะนาวเพื่อบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรนนั้นไม่เป็นความจริง แม้การดื่มกาแฟ 1 แก้วอาจช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรนได้ แต่การผสมมะนาวในปริมาณมากอาจจะทำให้กระตุ้นอาการปวดไมเกรนเพิ่มขึ้นได้ในบางคน โดยไมเกรน เป็นโรคที่ก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะเรื้อรังชนิดหนึ่ง มีลักษณะเฉพาะตัวที่สำคัญ คือ อาการปวดศีรษะ โดยมักปวดข้างเดียว หรือเริ่มปวดข้างเดียวก่อนแล้วจึงปวดทั้ง 2 ข้าง แต่ละครั้งที่ปวดมักจะย้ายข้างไปมาหรือย้ายตำแหน่งได้ บางครั้งอาจปวดทั้ง 2 ข้างขึ้นมาพร้อมๆ กันตั้งแต่แรก โดยผู้ป่วยโรคไมเกรนส่วนใหญ่เป็นผู้ที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งโอกาสที่ผู้หญิงจะเป็นมีมากกว่าผู้ชาย และมักเป็นในผู้ที่มีความครียดทางอารมณ์และจิตใจสูง</p>

<p>ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข สามารถติดตามได้ที่ nutrition.anamai.moph.go.th หรือโทร. 02 5904332</p>

<p>บทสรุปของเรื่องนี้คือ : การดื่มกาแฟดำ 1 แก้วอาจช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรนได้ แต่การดื่มกาแฟดำผสมมะนาว ไม่ได้มีส่วนช่วยให้อาการปวดไมเกรนดีขึ้น และอาจกระตุ้นอาการปวดเพิ่มขึ้นได้ในบางคน</p>

<p>หน่วยงานที่ตรวจสอบ : สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข</p>
]]></description>
<enclosure url='https://nbtphitsanulok.prd.go.th/th/file/get/file/202008176c895a2e37fa22ea3dedcc1f6fd2c433124243.jpg' type='image/jpg' length='338582' />
</item>
</channel>
</rss>
